[KHR] Fic - - "Kyoya... please come with me" 「D18」

posted on 22 Apr 2009 19:05 by psychologist-coo
 
 
 
 
NC-15








“เคียวยะ... มาด้วยกันกับฉันเถอะนะ”



.



.



.



บรรยากาศอันหนักอึ้งแผ่ขยายปกคลุมทั่วเมืองนามิโมริ ย่านร้านค้าที่เคยเต็มไปด้วยผู้คนจอแจบัดนี้ต่างพร้อมใจกันปิดทำการและปล่อยที่พักอาศัยให้รกร้าง เมืองที่แต่เดิมเคยครึกครื้นเหลือเพียงภาพเก่าๆ ของยุคสมัยที่ก้าวไปสู่ความเสื่อมโทรม



แม้แต่ฟ้าสีครามก็ยังดูเศร้าหมองและน่าหดหู่กว่าที่เคยเป็นมา...



“ไม่เป็นไรฮิเบิร์ด... ฉันอยู่กับเธอ... ฉันยังอยู่กับเธอที่นี่...” ริมฝีปากบางเอ่ยผะแผ่วปลอบสิ่งมีชีวิตสีเหลืองทองที่กำลังนอนสั่นเทิ้ม ดูเหมือนนกน้อยที่เคยโผปีกอย่างอิสระบนฟากฟ้าจะลืมวิธีบินไปหมดแล้วสิ้น จะงอยปากของมันไม่เคยส่งผ่านบทเพลงขับขานใดๆ ออกมานับแต่วินาทีนั้น...



วินาทีที่เขาเลือกเดินไปบนเส้นทางคู่ขนาน...



ฮิบาริผุดลุกจากเก้าอี้ประจำและมองออกไปนอกหน้าต่าง ไกลสุดสายตา กลุ่มคนชุดดำน่าเกรงขามจำนวนมากกำลังใกล้เข้ามา ราวกับกองทัพศัตรูที่บุกรุกเข้ามาในราชอาณาจักรที่บัดนี้เหลือองค์ราชินีแต่เพียงลำพัง...



ก็เพราะวันนั้น...



เขาได้เลือกไปแล้ว...



ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่ก็เป็นทางที่เขาลิขิตเอง ไม่ใช่ชะตากรรม



อดีตกรรมการรักษาระเบียบกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจดังไปกว่าเสียงหวีดร้องของสายลม ก่อนจะทิ้งฮิเบิร์ดไว้กับเครื่องโทรศัพท์เบื้องหลังบานประตู



.



.



.



กำลังพลของวองโกเล่และเหล่าผู้พิทักษ์เกือบทุกคนยกเว้นฮิบาริย้ายมาประจำการอยู่ที่อิตาลีได้นานหลายเดือนแล้ว พวกเขาเริ่มภารกิจกวาดล้างพวกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแฟมิลี่ และแน่นอนว่าคอยติดตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในเมืองร้างนามิโมริ



“ป่านนี้คุณฮิบาริจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้นะครับ” วองโกเล่รุ่นที่สิบ ซาวาดะ สึนะโยชิ พูดผ่านสองมือที่ประสานกันไว้อย่างเป็นกังวล แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาจะเติบโตขึ้นมาก แต่เรื่องความลังเลในจิตใจนั้นก็ยังตัดไม่ขาดเสียที ต่างจากอีกคนในห้องที่เหมือนจะลืมแม้แต่จิตใจของตัวเองไปเสียสิ้น



“ถ้าเจ้านั่นจะตาย ก็เป็นผลจากความดื้อดึงของเจ้าตัว ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก... สึนะ” ใบหน้าของดีโน่ปราศจากรอยยิ้ม น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแทบจะเรียกได้ว่าไร้ความรู้สึก ไม่มีแววสะท้อนของใครหรือสิ่งใดปรากฏบนม่านตาสีน้ำตาล สายตาของมาเฟียที่แท้จริงเป็นเช่นไร มาวันนี้สึนะโยชิเพิ่งได้รับรู้ แต่เขาไม่ชอบเลย ไม่ชอบที่จะเห็นรอยร้าวระหว่างคนสองคนที่ไม่อาจประสานกันได้



เพราะรักมากที่สุด... เลยเกลียดได้อย่างสุดหัวใจ...



ความรู้สึกของคนเราจะเปราะบางได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ...



“ถ้าคุณดีโน่สูญเสียคนที่ตัวเองรักไปจริงๆ จะยังยืนยันในคำพูดนั้นอยู่รึเปล่าครับ” สึนะมองเงาสะท้อนของม้าพยศผ่านแก้วไวน์ใส ดีโน่จ้องกลับมาอย่างเย็นชา




“คนที่ฉันรัก... ตายไปแล้ว... นับแต่วันที่ฉันจากมา...”




สึนะเอามือปิดหน้าไว้เหมือนไม่อยากรับรู้ความโหดร้ายในโชคชะตา ตอนนี้ทุกคน แม้แต่รีบอร์น ติดภารกิจพัวพันกับแฟมิลี่อื่น ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ ความหวังสำคัญและความหวังสุดท้ายกลับต้องมลายสิ้น เพียงเพราะอดีตที่ตัวเขาไม่อาจรับรู้



ระหว่างคุณดีโน่... กับคุณฮิบาริ...



.



.



.





“เคียวยะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะมาบอก” ชายหนุ่มวัย 22 ผลักประตูเข้ามาอย่างถือวิสาสะตามเคย น้ำเสียงนั้นฟังดูทั้งตื่นเต้นและตื่นตระหนกที่จะได้พูดออกไป แต่ถึงกระนั้นผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็ยังจดจ่อกับเอกสาร ไม่สนใจแม้จะเอ่ยไล่หรือเอ่ยคำทักทาย



“อาทิตย์หน้าทุกคนจะย้ายไปอิตาลีกัน พวกสึนะ แล้วก็รีบอร์นด้วย”



“เจ้าหนูรึ” เป็นปฏิกิริยาที่คาดเดาไว้ไม่ผิด เมื่อเอ่ยชื่อรีบอร์น เคียวยะก็เริ่มสนใจขึ้นมา



“ใช่ เพราะงั้นฉันเลยอยากให้เคียวยะไปด้วยกันน่ะ” ดีโน่เดินมาประจันหน้ากับฮิบาริโดยมีโต๊ะทำงานเก่าๆ ขวางอยู่ รอยยิ้มกว้างขยับให้อย่างร่าเริง และจากสายตาของฮิบาริ อาจารย์สอนพิเศษของเขาไม่ต้องการคำปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง



“เพื่ออะไร” เมื่อไม่อาจบอกปัดตรงๆ ได้ ฮิบาริก็เริ่มถามเหตุผล



“เป็นเจ้าสาวของฉันไง” ดีโน่ตอบอย่างไม่กลัวตาย



“อย่ามาทำล้อเล่น ฉันถามถึงเหตุผลของทุกคน ไม่ใช่แค่เหตุผลสิ้นคิดของนายคนเดียว”



“สิ้นคิดเหรอ... เฮ้ย!! ใจเย็นน่าเคียวยะ” ม้าพยศร้องเสียงหลง เมื่อจู่ๆ ผู้เป็นลูกศิษย์ก็งัดทอนฟาออกมาฟาดลงไปในตำแหน่งที่เคยเป็นเรือนผมสีทองของเขา ดีโน่เอี้ยวหลบได้เส้นยาแดงผ่าแปด และจัดการงัดแส้ขึ้นมาบ้าง



“เล่ามา” ฮิบาริดูจะคุมอารมณ์ได้ดีกว่าแต่ก่อนมาก ทันทีที่เห็นแส้ม้าพยศ เขาก็เก็บอาวุธคู่ใจ แล้วนั่งลงตามเดิม



ดีโน่ดูแปลกใจกับท่าทีนั้น ก่อนจะเก็บแส้ของตนและสรุปเอาเองว่าเคียวยะคงอยากรู้เหตุผลจริงๆ มากกว่า



ถึงแม้จะเป็นเหตุผลที่เขาไม่อยากพูดถึงมันเลยก็ตาม..



“เมืองนามิโมริจะกลายเป็นสมรภูมิรบ... ผู้คนจำนวนมากล้มตาย... และในที่สุดก็กลายเป็นเมืองร้าง”



นัยน์ตาสีรัตติกาลเบิกกว้าง



“4 กุมภาพันธ์ปีหน้า แฟมิลี่ศัตรูจะบุกยึดเและสังหารทุกชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองนี้”



แววตาของดีโน่ไม่ได้บอกเลยว่าเป็นเรื่องเล่นๆ



“เพราะฉะนั้นที่พวกเราทุกคนต้องทำคือเตรียมการ... อีก 6 เดือนนับจากนี้ วองโกเล่จะต้องจัดตั้งแฟมิลี่ให้เรียบร้อย และรอคอยดำเนินแผนการ นำความสงบสุขกลับคืนสู่เมืองนามิโมริอีกครั้ง”



ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงำหลังคำบอกเล่านั้น ฮิบาริกัดฟันกรอด ขณะที่ดีโน่ทรุดนั่งลงกับโซฟารับแขก รอคอยคำตอบจากศิษย์รัก แม้มันจะใช่หรือไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการก็ตาม



“จะบอกให้ฉันทิ้งเมืองนามิโมริไปงั้นหรือ...” มือบางที่เคยจับอาวุธเข้าสู้มานัดต่อนัดกำแน่นราวกับต้องการระบายความตึงเครียดทั้งหมดลงไป ปลายเล็บจิกเข้ากับผิวเนื้อจนเลือดไหลซึมออกมา แต่สัมผัสรับรู้ของฮิบาริกลับด้านชาไปเสียแล้ว



“เคียวยะ...” ดีโน่มองด้วยสายตาที่แสนห่วงใย เคียวยะรักเมืองนี้มาก... การจะทิ้งเมืองนี้ให้ถูกทำลายย่อยยับนั้น เจ้าตัวคงไม่อาจทำใจรับได้



“...”



“ไม่เป็นไรน่าเคียวยะ...”



“...”



“ภายใน 7 วันนี้ ค่อยๆ หาคำตอบก็ได้...”



“ม้าพยศ...”



“ฉันจะรอ...” ดีโน่บอกอย่างอ่อนโยน พร้อมรอยยิ้มเอ็นดูสุดหัวใจ “...รอคำตอบของเคียวยะ”



ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร... ฉันก็พร้อมยอมรับการตัดสินใจของเธอเสมอ...



.



.



.




ฮิบาริก้าวลงบันไดทีละขั้น บันไดที่แต่เดิมรู้สึกสั้นวันนี้กลับยาวอย่างน่าประหลาด ทั้งที่จำนวนขั้นก็ยังเท่าเดิม หรือว่าฝีเท้าของเขาก้าวช้าลงไปกันแน่... เด็กหนุ่มสั่นหัว เขาทิ้งความลังเลทั้งหมดไปแล้ว จะไม่มีวันหันหลังกลับไปอีกเด็ดขาด



ฟ้าที่เคยสุกสว่างหมดแสงลงทันทีที่ฮิบาริก้าวออกมาจากตัวอาคาร เมฆสีเทาทะมึนแผ่ขยายไปทั่วแข่งกับอากาศหนักอึ้งที่หายใจได้ยากมากขึ้นทุกที ลมเย็นยะเยียบพัดลงมาจนเสื้อคลุมกักคุรันปลิวสะบัดเหมือนปีกค้างคาว ผู้พิทักษ์คนเดียวที่ยังเหลืออยู่ในเมืองนามิโมริกระชับทอนฟาคู่ใจ รอคอยการมาถึงของศัตรู ท่ามกลางบรรยากาศที่ราวกับแสงตะวันได้ดับมอดลงไปแล้ว



อันที่จริง... แสงสว่างของเขา...



มันอาจจะดับลงนับแต่วันนั้นแล้วก็เป็นได้...



วันที่ทิ้งตัวเองให้ดำดิ่งลงไป...



ในห้วงความรู้สึก... ที่ใจปรารถนา....



.



.



.



“อ... อืมม” ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาจูบกัน แต่เป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่รสจูบดูดดื่มและหอมหวานยิ่งนัก ปลายลิ้นทั้งสองกระหวัดรัดเช่นเดียวกับร่างกายที่โอบกอดกันด้วยความรุ่มร้อน รสของความวาบหวามตราตรึงจนแม้อาจขาดอากาศหายใจก็มิอาจหยุดเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำขึ้นมาแล้วได้ มือร้อนลูบไล้ลงไปตามส่วนเว้าโค้ง กระตุ้นแรงปรารถนาและบีบคลึงทุกตำแหน่งที่มันเคลื่อนผ่าน ฮิบาริรู้สึกราวกับถูกของร้อนลวกไปภายใต้อาภรณ์ แต่ก็จำยอมให้เพลิงแห่งราคะเผาผลาญตัวเองต่อไป



“อ..อือ...” ฮิบาริครางออกมาอย่างลืมตัว นึกแปลกใจที่สองมือพยายามปลดเสื้อผ้าของอีกฝ่าย เช่นเดียวกับเชิ้ตของตนที่ถูกร่นออกจากกายผอมบาง ยิ่งริมฝีปากร้อนผ่าวสัมผัสไล้ไปมากเท่าไหร่ อาภรณ์ใดๆ ก็มีความจำเป็นน้อยลงไปมากเท่านั้น ความเขินอายดูเหมือนจะถูกฝังลงไปใต้พายุเพลิงตัณหา เด็กหนุ่มแอ่นตัวตอบรับสัมผัสราวกับต้องการให้อีกฝ่ายกลืนกินเขาเข้าไปทั้งร่างกาย



“เคียวยะ...” ดีโน่เลื่อนมือไปเคล้นคลึงบริเวณยอดอกหวาม ปลายลิ้นตามลงไปชโลมให้ชุ่มก่อนจะขบฟันเบาๆ อย่างรักใคร่ มันเกร็งตัวขึ้นมาสนองตอบสัมผัสของเขา เช่นเดียวกับส่วนอ่อนไหวที่เริ่มสั่นระริกอย่างไม่คุ้นเคย



“อ... อืม...” ฮิบาริยังคงครางอื้ออึง ดีโน่รู้ดีว่าลูกศิษย์ของตนกำลังมีความต้องการ... แต่ไม่รู้จะตอบสนองความต้องการนั้นยังไง มือร้อนแตะลงบนส่วนยอดที่สั่นเทิ้ม ฮิบาริสะดุ้งเฮือก แล้วซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขาเหมือนพยายามกลบเกลื่อนความสับสน



“ไม่เคย... ช่วยตัวเอง... เลยเหรอ...” ดีโน่ถามอย่างแปลกใจ ค่อยๆ ผลักอีกฝ่ายลงกับเตียง และคร่อมกายอยู่เหนือร่างบอบบางนั้น



“คืออะไร...” ฮิบาริกระซิบ



“หืม...”



“ฉันถามว่าช่วยตัวเองคืออะไร!?” ฮิบาริพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมเล็กน้อย ใบหน้าขาวแดงระเรื่อ เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอย่างนึกเอ็นดูของคนตรงหน้า



“งั้นฉันจะสาธิตให้ดูนะ...” ดีโน่ยิ้มตอบอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไป



“อ๊ะ...” ทั่วร่างบิดเกร็งเมื่อปลายลิ้นร้อนชโลมของเหลวใสเย็นๆ ลงบนส่วนยอด ดีโน่ลิ้มเลียอย่างพะเน้าพะนอ เฝ้าคอยปฏิกิริยาของร่างที่เพิ่งเคยถูกสนองเซ็กส์เป็นครั้งแรก “อ-อ๊าา... อา... ฮะ... ฮึกก... อ๊าา”



มือเรียวจิกเรือนผมสีทองระบายความเสียวซ่าน แต่ก่อนที่ฮิบาริจะได้สัมผัสความหฤหรรษ์ ดีโน่ก็ทิ้งให้เขาดิ่งวูบลงมาพร้อมผละปลายลิ้นอย่างน่าเสียดาย



“อา... ดีโน่...” เด็กหนุ่มได้ยินเสียงตัวเองเอ่ยออกไปอย่างร่ำร้อง... เขากำลังต้องการอะไร... สัมผัสของดีโน่...? หรือแค่อยากปล่อยตัวเองให้พ้นจากความร้อนรุ่มที่สุมอยู่ภายในอกนี้...



“เคียวยะ...” ดีโน่เอ่ยขึ้นราวกับอ่านได้ถึงความสับสน “บอกมาสิว่าเธอต้องการอะไร...”



“ดีโน่...” ฮิบาริตอบแผ่วเบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ



“ว่าไงนะ...”



“ต้องการดีโน่.....”



คนที่ก้มตัวลงไปฟังคำตอบอย่างชัดเจน ขยับรอยยิ้ม




“เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกชื่อฉัน... ฉันดีใจนะเคียวยะ”



.



.



.



ดีโน่เดินออกมาหาพวกโรมาริโอ้ที่รออยู่แล้วหน้าสำนักงานของวองโกเล่ ท้องฟ้ายังคงสงบราบเรียบ ไร้วี่แววของเมฆ... ไร้วี่แววของเมฆา... เหมือนดวงตาที่ไม่สะท้อนสิ่งใดของผืนนภาแห่งคาบัคโรเน่...



“นั่นคืออะไร โรมาริโอ้” บอสที่ไม่เคยซุ่มซ่ามยามขาดลูกน้องมาตลอดครึ่งปีเอ่ยถาม กล่องสีเงินที่ผูกด้วยริบบิ้นสีทองดูยังไงก็เป็นกล่องของขวัญ... แต่ว่ามัน... เนื่องในโอกาสอะไร?



“ของขวัญวันเกิดไงครับบอส” โรมาริโอ้ตอบ ไม่มีรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังกรอบแว่นตาสีดำคงเต็มไปด้วยแววแห่งความเศร้าสร้อย



ดีโน่ คาบัคโรเน่... ลืมความรัก...



ลืมความผูกพัน...



ลืมแม้กระทั่งวันเกิดตัวเอง...



“วันนี้ 4 กุมภางั้นหรือ...” ชั่วแว่บนึงที่เอ่ยประโยคนั้น โรมาริโอ้รู้สึกได้ถึงแววตาที่เปลี่ยนไป



มือขวาคนสนิทขยับรอยยิ้ม...



แม้จะลืมหัวใจ... แต่ดีโน่คงไม่อาจลืมสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าหัวใจตัวเองได้...




“ข้างในนั้นเป็นของที่คุณเคียวยะฝากให้ผมมอบให้บอสในวันเกิดน่ะครับ”



.



.



.



“เหลือแต่แกคนเดียวแบบนี้ คิดว่าจะทำอะไรได้งั้นหรือ”



“เฮอะ พวกสัตว์กินพืชที่ชอบเล่นงานกันเป็นฝูง” ฮิบาริกระแทกทอนฟาอัดศัตรูที่อยู่ใกล้ที่สุดล้มไป



คนแล้วคนเล่า...



ทะเลเลือดล้นปริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ...



อีกกี่คนกันนะ...



อีกกี่คนถึงจะกวาดได้หมด...



“ชิ” ฮิบาริถ่มน้ำลายผสมเลือดลงกับพื้นอย่างหงุดหงิด เขาเองก็ไม่ได้มีเลือดมากพอแลกกับสัตว์กินพืชฝูงใหญ่ขนาดนี้ แต่รอยกระสุนนับสิบนัดที่เฉียดส่วนสำคัญของร่างกาย ก็ใช่ว่าจะปากแผลจะพ่นเลือดออกมาในปริมาณเดียวกับเม็ดกระสุน



นัยน์ตาเริ่มพล่าเลือน แต่ฮิบาริก็ยังพยายามประคองสติล้มศัตรูต่อไป...



ทำไมถึงได้เยอะขนาดนี้กันนะ...



ทำไมถึงกวาดไม่หมดเสียที...




สู้ไม่ไหวแล้ว...



สองแขนที่ไร้เรี่ยวแรง ปล่อยทอนฟาทิ้งลงข้างตัว...





ในท้ายที่สุด... ก่อนที่เขาจะสยบแทบเท้าผู้รุกราน... ฮิบาริก็พ่ายแพ้ให้กับหัวใจตัวเอง










“ดีโน่...”










คือชื่อคนรักและคำพูดสุดท้ายในชีวิต...



.



.



.




สายลมที่รันเวย์พัดโหมกระหน่ำสองร่างที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเครื่องที่เตรียมพร้อมจะออกบินเรียบร้อย



ฮิบาริก้มหน้า กักคุรันปลิวสะบัดตามแรงพัดของกระแสลม



“คำตอบล่ะ... เคียวยะ...”



“ฉันไปไม่ได้” ฮิบาริพูดโดยไม่มองหน้า และน้ำเสียงที่คลุมเครือก็ทำให้ดีโน่รู้สึกไม่สบายใจ



“เธอแน่ใจแล้วงั้นหรือ”



“ใช่”



“แล้วความรักของฉันล่ะ?”



“ฉันเหลือให้นายแค่ความเกลียด... ม้าพยศ”



ดีโน่ยิ้มอย่างปวดร้าว



“ถ้าอย่างนั้น...”



“...”



“ไว้เจอกันใหม่นะเคียวยะ”




.



.



.




“โทรศัพท์... มือถือ...?”



ดีโน่พึมพำทันทีที่แกะกล่องออกมา



เบอร์แรกและเบอร์เดียวที่เมมไว้คือชื่อของ ฮิบาริ เคียวยะ...



บอสหนุ่มสลัดความลังเลที่ก่อตัวขึ้นครู่หนึ่ง แล้วกดโทรออกไป



แน่นอนว่าไม่มีคนรับ...



เจ้าของเครื่องยังคงปิดมันเอาไว้อย่างเคย...



แต่ที่ต่างออกไปคือน้ำเสียงตอบรับที่เศร้าสร้อยสุดหัวใจ...






‘ถ้าแค่นามิโมริยังปกป้องไม่ได้...’



‘แล้วฉันจะมีหน้าปกป้องสิ่งที่รักมากกว่านามิโมริอีกหรือ...’




‘-ปิ๊บ- ...ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริการรับฝากข้อความ...’










คำตอบที่รอคอยมาตลอด 6 เดือน...










ในตอนนั้นเธอคว้ามือของฉันเอาไว้สินะ...



“เคียวยะ...”










Fin.
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ~ //น้ำตาพรั่งพรู

มาอ่านครั้งแรก ซึ้งกินใจมากค่ะ

สงสารคุณเคียวเนอะ ..

รักD18 ..~

#15 By iPranggs ♥ on 2010-06-20 13:09

โฮกกกก T^T โทษง้าบ เข้ามาตอบช้าไปหน่อย

แต่ฟิคนี้มันสุดยอดจริงๆเลยท่าน ตอนแรกอ่านแค่ผ่านๆแสกนหาอะไรบางอย่าง(?) แต่พออ่านจริงๆแล้วเศร้าโฮกTT^TT ดีโน่นะดีโน่ ปล่อยเคียวคุงทิ้งไว้อย่างงี้ได้ไง

ปล.เอาพับลิชอีสิจ๊ะ

#14 By Kiruka on 2010-06-20 10:51

กรี๊ด ค่ะ ซึ้งจัดน้ำตาไหลเลยอ่ะ

#13 By yuyu on 2009-05-13 11:44

ซึ้งมาก!!! คารวะโคตรๆๆๆๆๆๆ เลยค่ะ!

#12 By paengko (125.25.4.59) on 2009-05-06 17:09

โฮกกกกกกกกกกกกก ขึ้นอืดตายคาบลอคคคคคคคคคคคค

ตายยยยยยย

ตายยยยยยยยยยยยยย

นอตายยยยยยย ฟิคนี้บาดดดดด บาดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ดีโน่บ้าที่ซู้ดดดทิ้งคนอื่นแล้วมาอยู่กับเคียวยะเซ่(เอ้ย= =)
เศร้าโฮก

TAT

ไม่น้าคุณเคียว

ทำไม

ทำไม

ทำไมไม่พาไปให้ได้ล่ะค้า ดีโน่ว
กดเม้นไม่ถูกแล้วค่ะ ฮือออออ TvT

กระชากอารมณ์จริงๆให้ดิ้นตาย..

คำเดียวเลย สำหรับฟิคนี้ "ชอบมากๆ" ค่ะ! > <b

D18 สุโก๊ยยยยยยยย ~~

#9 By zenzen on 2009-04-23 20:16

เรื่องนี้มันเศร้าอ่าฮะ

พี่ยิ่งหัวใจอ่อนแออยู่ด้วยนาบอส

อ่านกี่รอบมันก็เศร้า

รักเคียวยะ รักดีโน่ รักบอส รักสมาคมคร๊าบ....

#8 By kotami (222.123.198.178) on 2009-04-23 13:57

ไม่จริง

ฮิบาริต้องไม่เป็นอะไร

ทำไมเรื่องนี้มันช่างเศร้า

‘ถ้าแค่นามิโมริยังปกป้องไม่ได้...’

‘แล้วฉันจะมีหน้าปกป้องสิ่งที่รักมากกว่านามิโมริอีกหรือ...’

แล้วทำไมไม่ตามไปปกป้องทีอิตาลีหละคะ

โน่ก็กว่าจะลดทิฐิของตัวเองได้มันก็สายเกินไปซะแล้ว

#7 By BELL (117.47.185.194) on 2009-04-23 01:26

มาน้ำตาแตกในบลอกไซโคคุง
TvT

#6 By Evilcat ; おれんじ  on 2009-04-22 22:06

โน่ขรา

อย่าทำให้แจมรักไปมากกว่านี้จิcry

ฮิบาริ เก็บอารมณ์เก่งเนอะsurprised smile

#5 By BYAKURAi on 2009-04-22 20:39

ซึ้งอ่ะบอส

สงสารเคียวยะ

#4 By rain_เม็ดฝน on 2009-04-22 20:17

จ..จะอ่านอีกกี่รอบ
น้ำตาก็พรั่งพรูเช่นเดิม

แต่งได้ซึ้งมากค่ะ
ทำไมโน่ไม่ฉุดกระชากลักพาตัวเคียวยะไปเลยเล่า~!!
ปล่อยไว้ได้ไงTT[]TT

รักD18~~~

#3 By Seisan~ on 2009-04-22 20:04

ไม่สมกับเป็นม้าโน่ที่แสนคึกคัก เบเบ๋ เลย

ปกติ ต้องลากไปอิตาลีด้วย ไม่ว่าวิธีไหนแท้ๆ

ดื้อมาก จับขึงพรืด . . . . .

ทำมัยปล่อยเคียวยะไว้ยังงี้ น่าสงสาร เคียวยะ~~

D18 รักนะจ๊วบๆ . . . .

#2 By ชาชูบู on 2009-04-22 19:22

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮอ
จะกี่รอบมันก็...

อ๊ากกกกกกกกกก
ฉากหลังจากเรียกชื่อแล้วไปไหน
(ยังไม่เลิกเรอะ //โดนเตะ)

แต่มันซึ้ง...
TwT

รักบอส
รักD18~

#1 By OnimizU on 2009-04-22 19:07